เฉียวเหลียนเหลียนแม่เลี้ยงที่มีใจคอโหดเหี้ยม อำมหิตของเด็กๆทั้งห้า ทำให้ลูกๆแต่ละคนเติบโตขึ้นเป็นวายร้าย และต่างก็อยากจะฆ่าเธอให้ตาย เฉียวเหลียนเหลียนต้องอับอายครั้งแล้วครั้งเล่า
โชคดีที่พระเจ้าให้เธอข้ามภพมา นับตั้งแต่นั้นมาเฉียวเหลียนเหลียนคนเดิมก็เปลี่ยนไป เธอกลายเป็นคนที่มีความอ่อนโยน จิตใจดี อดทนและรักความยุติธรรม
เด็กๆทั้งห้าเติบโตจากตัวเล็กลีบเท่าถั่วงอกจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ เมื่อพ่อของเด็กทั้งห้ากลับมา เฉียวเหลียนเหลียนเพิ่งจะพบว่า มีเด็กสี่ในห้าคนนี้ตัวใหญ่กว่าปกติจนน่าประหลาดใจ และต่อมาเธอก็พบว่า พ่อของลูกๆเธอนั้นไม่ธรรมดา... พระเจ้า! ไม่ธรรมดาเลยซักคน? ... "เด็กคนไหนมาจากสายเลือดแท้ๆของคุณกันแน่?" ชายผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย "คนต่อไปต้องเป็นสายเลือดของผมชัวร์”……
บทที่ 1 แม่เลี้ยงของวายร้ายทั้งห้า
“ตายแล้วจริงเหรอ?”
“พาเขาไปหาหมอไหม?”
“ครอบครัวกู้เหล่าซานเลวมาก ตายไปซะก็ดี สนใจทำไม”
เมื่อเสียงรอบข้างค่อยๆเงียบหายไป เฉียวเหลียนยีก็เอามือก่ายหน้าผาก ก่อนที่จะลืมตาขึ้น ความทรงจำต่างๆก็พรั่งพรูเข้ามาในจิตใจ
มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอชื่อเฉียวเหลียนเหลียน เธอมีฐานะทางครอบครัวแย่มาก พ่อของเธอติดเหล้าและใช้ความรุนแรงในครอบครัว เฉียวเหลียนเหลียนมีน้องชายที่ใจดีและแม่ที่เกียจคร้านและดื้อรั้น แต่เฉียวเหลียนเหลียนนั้นเปรียบเสมือนถั่วงอก เธอถูกรังแกทุกวันตั้งแต่เด็กจนโต
เมื่อเธออายุได้สิบห้า เธอถูกพ่อแม่บังคับให้แต่งงานกับลูกชายคนที่สามของตระกูลตู้ด้วยเงินค่าสินสอดเพียงสองตำลึงเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้ตระกูลตู้
ทำไมต้องแบ่งเบาภาระน่ะเหรอ? ก็เพราะลูกชายคนที่สามของตระกูลกู้ผ่านการแต่งงานมาหลายครั้ง และมีลูก 5 คน เมื่อเธอแต่งงานกับตระกูลตู้เธอจะเป็นแม่เลี้ยง ใครจะยอมหล่ะ
แต่เฉียวเหลียนเหลียนไม่มีสิทธิ์คัดค้านเพราะนางถูกจับตัวส่งไปที่ห้องส่งตัวเจ้าสาวอย่างไม่ทันตั้งตัว
ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ไม่เมตตาเธอ ในคืนวันวิวาห์ ก่อนที่เธอจะได้พบสามี จู่ๆ หยาเหมินก็มาถึงอำเภอด้วยเรื่องทหารเกณฑ์ที่พี่ชายคนโตของตระกูลกู้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเกณฑ์ได้สองสามวัน เขาหนีออกมาจากค่ายทหารเพราะทนความลำบากไม่ได้ หยาเหมินเลยมาที่อำเภอเพื่อจับกุมตัว น่าเสียดายที่จับตัวไปไม่ได้ เขาจึงต้องนำตัวกู้เหล่าซานไปแทนเพื่อให้จำนวนทหารเกณฑ์ปีนี้ครบ
เจ้าสาวผู้เคราะห์ร้าย เธอไม่เคยเห็นแม้แต่สามี แถมยังถูกบังคับให้เลี้ยงเด็กทั้งห้าคน
แรกเริ่มมีคนในตระกูลตู้คนอื่นคอยดูแล แต่พออยู่ไปอยู่มาเธอต้องดูแลเด็กทั้งห้าเอง ข้าวแม้แต่หนึ่งคำเธอก็ยังไม่ได้กิน
และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ข่าวการตายของกู้เหล่าซานมาถึงหูตระกูลกู้ ตระกูลกู้คิดว่าเฉียวเหลียนเหลียนนั้นเป็นตัวกาลกิณี พวกเขาไล่เฉียวเหลียนเหลียนพร้อมลูกชายทั้งห้าออกจากบ้าน
เดี๋ยวววววว……
ทำไมบทละครนี้คุ้นๆจัง?
เฉียวเหลียนยี จู่ๆ ก็นึกถึงนิยายออนไลน์ที่เธออ่านในยามว่าง ในนิยายเรื่องนั้นมีวายร้ายตัวใหญ่หลายคน
วายร้ายเหล่านี้ถูกเลี้ยงมาโดยแม่เลี้ยงคนเดียวกัน แม่เลี้ยงคนนั้นเป็นคนเลือดเย็น เห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจ เหตุเพราะครอบครัวสามีเธอหาว่าเธอเป็นตัวกาลกิณี เธอจึงระบายความแค้นกับลูกๆโดยการทุบตี ดุด่าพวกเขาทุกวัน และให้เด็กทั้งห้าทำงานอย่างหนัก ตลอดจนนำเด็กผู้หญิงไปขายให้ซ่องโสเภณีทำให้เด็กทั้งห้าโตขึ้นอยากจะฆ่าแม่เลี้ยงใจร้าย
แม้ว่าผู้เขียนจะอธิบายโครงเรื่องเหล่านี้เพียงคำไม่กี่คำ ไม่ได้อธิบายอย่างละเอียด
แต่เฉียวเหลียนยียังคงจำเรื่องราวนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ให้ตายเถอะ ฉันเข้ามาอยู่ในโลกนิยายเหรอนี่?
เฉียวเหลียนยี ไม่นะ! นี่มันอะไรกัน! เธอลุกขึ้นนั่งครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอเห็นเด็กสองคนสวมเสื้อแจ็กเก็ตสกปรก คนหนึ่งมีแววตาว่างเปล่า อีกคนขี้อายนั่งอยู่ที่มุมห้อง
“น้องสาว แม่ตายแล้วเหรอ?” เด็กผู้ชายสายตาสั้นอายุประมาณห้าหกขวบ อดอยากมาเป็นเวลานาน พูดด้วยความอ่อนแรง
“ลุงบอกว่าแม่ตายแล้ว แม่ตายแล้วจริงๆ” เด็กผู้หญิงขี้อายอายุเพียงสองสามขวบเท่านั้น เธอดูอ่อนแอกราวกับจะตายได้ทุกเมื่อ
เฉียวเหลียนเหลียนไม่ใช่คนที่เห็นอกเห็นใจใคร แต่เมื่อเธอเห็นเด็กน้อยสองคนนี้ เธอก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจโดยไม่รู้ตัว
“ตายแล้วก็ดีสิ ห้าห้า” เด็กผู้ชายอายุห้าหกขวบหัวเราะอย่างมีความสุข
เฉียวเหลียนเหลียน "............"
“ฉันยังไม่ตาย” เธอพูดด้วยความโกรธ พร้อมกับยืนขึ้นแล้วมองไปรอบๆ และในที่สุดเธอก็อุ้มเด็กผู้หญิงตัวน้อย
เด็กผู้หญิงตัวน้อย ตกใจจนตัวสั่น และรีบตะโกนว่า “แม่จ๋า เกอเอ๋อร์จะไม่ดื้อ เกอเอ๋อร์จะไม่ซน แม่อย่าตีเกอเอ๋อร์เลย”
เฉียวเหลียนเหลียนถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า นี่ก็คงเป็นกู้เกอ ลูกสาวคนสุดท้องของเฉียวเหลียนเหลียน เธอเป็นคนที่มีจิตใจดีที่สุดและเป็นเด็กที่ถูกทรมานมากที่สุดในบรรดาวายร้ายทั้งห้า
“ไม่ต้องกลัวนะ โอ๋ๆ” เฉียวเหลียนเหลียนลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ จากนั้นเธอก็กอดเด็กไว้ในอ้อมแขน “แม่อย่าตีหนูเลยนะ”
เธอเพิ่งเห็นว่าพื้นเย็นเกินไป และอากาศก็เริ่มเย็นลง หากนั่งตรงนี้นานๆ เด็กๆคงจะแข็งตายแน่
เด็กหญิงตัวเล็กยังคงตกใจมาก และเมื่อเฉียวเหลียนเหลียนวางเด็กผู้หญิงลงบนพื้น เด็กผู้หญิงตัวน้อยก็รีบวิ่งไปหลบที่มุมห้อง
มันคงจะเป็นบาปมาก ฉันไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป เด็กๆจึงกลัวถึงเพียงนี้
“ลูก......มานี่” เธอเม้มปากและกอดเด็กผู้ชาย
พี่น้องสองคนซ่อนตัวอยู่ที่มุมเตียงด้วยความหวาดกลัว ร่างกายของพวกเขาสั่นเทา
“ลูกสองคน?” เฉียวเหลียนเหลียนงงเล็กน้อย ในความทรงจำของเธอ ครอบครัวต้องมีลูกห้าคน เอ๊.....เด็กคนอื่นๆหายไปไหนนะ
“พี่ใหญ่ พี่สาวคนรอง ออกไปหาอะไรกินข้างนอก” เด็กผู้ชายตัวน้อยพูดอย่างเขินอาย “ตอนแรกผมบอกพี่ๆว่าผมจะไปด้วย แต่พี่ๆบอกว่าสายตาของผมไม่ค่อยดี พี่ๆก็เลยให้ผมรอพี่ๆอยู่ที่บ้าน” แม่อย่าเลยนะ ผมอยากไป ผมอยากไปจริงๆ”
ขณะที่เขาพูด เขาก็เริ่มคลานออกมาอย่างรวดเร็ว แต่สายตาเขาไม่ดี เขาเลยเกือบพลัดตกจากเตียง
เฉียวเหลียนเหลียนจึงรีบอุ้มเขาไว้
"ไม่ต้องไปหรอก ลูกอยู่บ้านเฉยๆดีแล้ว"
ผู้หญิงคนนั้นช่างใจร้ายเหลือเกิน ทำไมเธอกล้าปล่อยให้เด็กน้อยสามคนออกไปหาอะไรกินข้างนอกทั้งๆที่อากาศหนาวเหน็บ
เฉียวเหลียนเหลียนห่มผ้าให้เด็กๆ และเดินออกไปข้างนอก
บอกเลยว่าสมาชิกตระกูลตู้นั้นโหดเหี้ยม พวกเขาขับไล่แม่ของเด็กและเด็กๆออกจากบ้าน มิหนำซ้ำยังนำพวกเขามาทิ้งไว้ที่บ้านร้างและไม่เคยมาสนใจใยดีอีกเลย
บ้านร้างหลังนี้ทรุดโทรมมาก ผนังเต็มไปด้วยโคลน หลังคาบ้ามุงด้วยใบจาก ลานหน้าบ้านทรุกโทรมมาก เฉียวเหลียนยีเห็นสภาพที่นี่แล้วยังอยู่ไม่ได้
และในช่วงเวลานี้เป็นช่วงกลางฤดูหนาว อากาศหนาวเย็น บนท้องฟ้าเต็มใบด้วยเกล็ดหิมะ
ในสภาพอากาศเช่นนี้ หากไม่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอาจแข็งตาย เฉียวเหลียนเหลียนเป็นห่วงเด็กทั้งห้ามาก แต่เธอจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เธอคว้าหมวกไม้ไผ่เก่าๆมาใส่ และรีบวิ่งออกไป
หมู่บ้านตระกูลตู้อยู่ในป่าลึกใกล้ภูเขา ข้อดีของการอยู่ในเขาลึกใกล้ภูเขาคือ คนภูเขาหากินจากของป่าในภูเขาได้ คนในหมู่บ้านนี้เชี่ยวชาญการล่าสัตว์เป็นอย่างมาก
ข้อเสียคือมันอันตรายมากๆ ในหุบเขามีอันตรายมากมายที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้ายที่หิวโหยหรือกับดักของนักล่า
ตลอดทางไปหมู่บ้านเฉียวเหลียนเหลียนระมัดระวังเป็นอย่างมาก ก่อนที่เธอจะเจอกับอันตราย ยังไม่ถึงครึ่งทางเธอคงเหนื่อยตายเสียก่อน
เธอหอบแฮ่กแฮ่กใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่างกายที่ผอมแห้ง อากาศหนาวเย็น คงจะดีถ้าตอนนี้มีน้ำร้อนสักแก้ว
ขณะที่เธอกำลังคิด ทันใดนั้นก็มีน้ำร้อนๆหนึ่งแก้วปรากฏที่มือขวาของเธอ
เฉียวเหลียนเหลียนร้อนมากจนเกือบจะโยนแก้วลงบนพื้น
โชคดีที่เธอยังมีความฉลาด เธอจึงสอดแขนซ้ายเข้าไปในเสื้อแล้วถือแก้วน้ำร้อนผ่านแขนเสื้อเธอ
ไออุ่นๆของน้ำในแก้วปะทะใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา เธออยากจะอุทานหลายครั้งซ้ำๆว่า สบายยยยยยย!
รอซักพัก น้ำร้อนก็เริ่มอุ่นขึ้น เธอจึงดื่มและจ้องไปที่กระจก
ถ้าจำไม่ผิด...
นี่คงเป็นน้ำต้มสุกหนึ่งแก้วที่เธอเทในห้องทดลองก่อนออกไปข้างนอก เธอซื้อแก้วนี้มาใหม่
โอ้พระเจ้า ทำไมแก้วใบนี้ถึงมาอยู่ที่นี่?
เฉียวเหลียนเหลียนตกตะลึงไปหมดแล้ว
มีเสียงมาจากระยะไกล เฉียวเหลียนเหลียนรีบซ่อนแก้วใบนั้นอย่างเร่งรีบ แต่พบว่าไม่มีที่จะใส่
เธอจึงคิดในใจ “คงดี ถ้าแก้วใบนี้หายไปได้”
จากนั้น แก้วก็หายไปในพริบตา
เฉียวเหลียนเหลียนตาเบิกกว้างครั้งแล้วครั้งเล่า และหลังจากนั้นไม่นาน ชายร่างใหญ่ก็หันกลับมาด้วยแววตาแข็งกร้าว และเดินไปยังที่ที่มีเสียง
ไม่ใช่เพราะเธอช้า แต่อีกทางหนึ่งมีเสียงของเด็กๆ กำลังร้องขอความช่วยเหลือ
"ช่วย……"
"ช่วยด้วย..."
เฉียวเหลียนเหลียนตามเสียงนั้นไป และบังเอิญเห็นหลุมขนาดใหญ่ หลุมนี้น่าจะขุดโดยสัตว์ใหญ่ และเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กๆก็มาจากหลุมนั้น
เธอค่อยๆชะโงกศรีษะดูในหลุมอย่างระมัดระวัง เธอเห็นเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงกำลังร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในหลุมนั้น
เด็กผู้ชายอายุประมาณ 5-6 ขวบ และขาข้างหนึ่งเดินไม่สะดวกเท่าไหร่ เขาจึงไม่สามารถปีนออกจากหลุมได้
เด็กผู้หญิงอายุราวแปดขวบหน้าตาสวย รูปร่างผอมบาง ดวงตาเหมือนหมาป่าที่มองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง
เมื่อพวกเขาเห็นเฉียวเหลียนเหลียน เด็กทั้งสองก็หุบปากพร้อมกัน สีหน้าของพวกเขาก็กลายเป็นตื่นตระหนก
“แม่ครับ เราไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่กลับบ้าน” เด็กผู้ชายพูดอย่างหวาดกลัว “ผมลื่นตกไปในหลุม พี่รองลงมาข้างล่างเพื่อพาผมขึ้นไป และเราสองคนกำลังกลับบ้าน”
เขารีบปีนขึ้นไป แต่ก็ตกลงไปในหลุมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะขาเขาไม่ค่อยดี
“พอได้แล้ว” เฉียวเหลียนเหลียนขมวดคิ้วและพูดขึ้นไม่ให้เด็กๆอธิบายต่อ
เฉียวเหลียนเหลียนคนเดิมจากไปแล้ว แต่กลับทิ้งเรื่องวุ่นวายให้เธอ เด็กบางคนก็ดูขี้กลัวขี้ระแวง แต่อันที่จริงแล้วพวกเขาซ่อนความเกลียดชังไว้ใต้ดวงตา เว้นเสียแต่กู้เกอเด็กผู้หญิงอายุน้อยที่สุด
"พอได้แล้ว"
เฉียวเหลียนเหลียนถอนหายใจ มองซ้ายมองขวา บริเวณนั้นกิ่งที่ค่อนข้างหนา เธอจึงเอากิ่งไม้นั้นมาแล้วยื่นไปในหลุม “จับปลายไม้ไว้แน่นๆ แม่จะค่อยๆดึงขึ้น”
เด็กผู้ชายมองดูเธออย่างหวาดกลัว และยื่นมือออกมาอย่างไม่เต็มใจ
ในความทรงจำของเขา แม่เลี้ยงมักจะทุบตีและดุว่าพวกเขา น้อยครั้งที่แม่เลี้ยงจะเมตตาพวกเขา วันไหนที่แม่เลี้ยงเมตตาแสดงว่าวันนั้นพวกเขาจะต้องทำอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน
ด้วยความที่เป็นพี่ชายคนโตและพี่สาวคนรองพวกเขาไม่อาจปฏิเสธความช่วยเหลือนี้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะทำได้ พวกเขาก็ต้องแสร้งทำเป็นเชื่อฟัง
ดังนั้น แม้ว่าจะรู้ว่าพวกเขาจะต้องตกลงไปในหลุมอีกครั้ง เด็กผู้ชายก็หลับตาและคว้ากิ่งไม้อย่างไม่ยอมแพ้
เวลาต่อมา
"จับแน่นๆ" เขารู้สึกว่าเขาถูกดึงขึ้นไปทันที รู้ตัวอีกที เขาก็อยู่บนขอบหลุมแล้ว
แม่เลี้ยงใจร้ายเฉียวเหลียนเหลียน ดึงกิ่งไม้ออกมาแล้วมองดูเขาด้วยความเป็นห่วง “เป็นไงบ้าง หนาวไหม?”
เด็กผู้ชายพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาเพียงรู้สึกว่าแม่เลี้ยงคนนี้เปลี่ยนไป
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” จากนั้นเฉียวเหลียนเหลียนดึงเด็กผู้หญิงขึ้นมาแล้วถามว่า “พี่ใหญ่ล่ะ ไปไหนแล้ว?”
ลูกชายคนโตของเฉียวเหลียนเหลียน มีชื่อว่ากู้เฉิง ปีนี้เขาอายุได้ 9 ขวบ เขามีบุคลิกที่เงียบขรึมและไม่แยแส ในหนังสือนิยาย เขาเป็นวายร้ายที่เลวที่สุด ความโหดเหี้ยมของเขาสร้างความประทำใจแก่เฉียวเหลียนเหลียน
“พี่ใหญ่..... พี่ใหญ่ไปก่อนแล้วครับ...” เด็กผู้ชายกระซิบ
กู้เหลียนเหลียนเม้มปากแน่น
ไม่คิดว่าวายร้ายจะโหดเหี้ยมตั้งแต่อายุยังน้อย เขาทิ้งน้องๆไว้ในหลุมที่เต็มไปด้วยหิมะเพียงลำพัง เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ กู้เฉิงเป็นตัวละครที่โหดเหี้ยมที่สุดในหนังสือนิยาย
“งั้นเรากลับกันเถอะ” เธอถอนหายใจ และลูบหัวเด็กผู้ชาย “เดี๋ยวทุกคนจะเป็นห่วง”
เฉียวเหลียนเหลียนเดินกลับไปที่บ้านร้างพร้อมกับลูกทั้งสองคน ระหว่างทางก็พบกับคนจากหมู่บ้านเดียวกัน
ตอนแรกมีเพียงเพื่อนบ้านบางคนชี้นิ้ว
เมื่อเธอและลูกๆกำลังจะเข้าไปในหมู่บ้าน หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งรีบวิ่งออกไปพร้อมกับตะกร้าบนหลัง และพูดด้วยความโกรธว่า “ยัยแม่เลี้ยงใจร้าย แกทำกับเด็กตัวเล็กๆได้ไง? โหดเหี้ยมไร้ความปราณี แกนี่เป็นตัวกาลกิณีจริงๆ สมแล้วที่ตระกูลตู้ไล่แกออกจากบ้าน”
เฉียวเหลียนเหลียนหยุดเดินชั่วขณะ
นับตั้งแต่เธอมาอยู่ในร่างของแม่เลี้ยงใจร้ายผู้นี้ เธอได้ยินแต่คำถากถาง ส่วนใหญ่พวกเขาไม่ชินกับการที่เธอเลี้ยงลูกแบบนี้ อย่างมากก็แค่พูดจาถากถางสองสามประโยค
มีเพียงป้าจางเท่านั้นที่ไม่ชอบเฉียวเหลียนเหลียนเป็นอย่างมาก ป้าจางอยากขอกู้เฉิงเป็นลูกบุญธรรมของลูกชายคนโต เฉียวเหลียนเหลียนเห็นลูกสุขภาพดีก็เอาแต่ใช้แรงงานและพูดอะไรก็ไม่ฟัง
ทั้งสองตัดสินความขุ่นเคืองกัน และทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอหน้า
แต่เฉียวเหลียนเหลียนคนนี้กับคนก่อนนั้นไม่เหมือนกัน เธอเพียงแค่มองป้าจางและเดินกลับไปยังบ้านร้าง
“สายตาเช่นนี้ ไม่รู้หล่ะสิว่าทำอะไรผิด” ป้าจางตกตะลึงไปครู่หนึ่ง และเสียงกรีดร้องอันทรางพลังของเธอก็ดังขึ้นเรื่อยๆ “ดู๊ ดู ดูยัยผู้หญิงเหี้ยมคนนี้ ไม่รู้ว่าทำอะไรกับลูกอีก เด็กน้อยสะบักสะบอมไปหมด แม่เลี้ยงใจร้าย ใจอำมหิตม์”
ในหมู่บ้านตระกูลตู้ การทุบตีและดุว่าเด็กเป็นเรื่องในครอบครัว และคนภายนอกไม่สามารถเข้ามายุ่งได้
แต่เป็นเรื่องความเป็นความตาย คนนอกจะไม่ทนอยู่เฉยๆ ขณะนี้มีชายหลายคนมารวมตัวกัน และบางคนถือจอบอยู่ในมือ
เฉียวเหลียนเหลียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอรู้ว่าไม่อาจะทนให้ป้าจางยืนตะโกนอีกต่อไป เธอจึงยืนขึ้นและพูดว่า “ป้าเข้าใจผิดแล้ว ฉันเห็นว่าลูกๆออกจากบ้านไปนาน กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เลยออกมาตามหา ทำไมป้าถึงพูดว่าฉันทำร้ายลูกหล่ะ ถ้าฉันทำร้ายลูก ลูกจะยืนอยู่ตรงนี้เหรอ?”
ทุกคนตกใจ
ไม่ผิดเลย ครอบครัวของกู้เหล่าซานจะทำอะไรพวกเขาก็ดูออก แต่เด็กน้อยยังมีชีวิตอยู่
“ป้าจาง ป้าพูดอะไรต้องแสดงหลักฐาน” เฉียวเหลียนเหลียนพูดอย่างช้าๆ และจูงเด็กน้อยออกจากฝูงชน
ป้าจางไม่มีความสุขเป็นอย่างมาก
ป้าจางไม่พอใจแม่ม่ายคนนี้มานาน เห็นได้ชัดว่าแม่ม่ายคนนี้ไม่สามารถเลี้ยงลูกห้าคนได้ แต่ก็ไม่ยอมยกลูกคนโตให้บ้านของป้าจางเลี้ยงดู ทำให้ลูกชายคนหมดอนาคต และตอนนี้แม่ม่ายคนนี้ก็หยิ่งผยอง
เฉียวเหลียนเหลียนหันมามองป้าจาง และวางลูกทั้งสองลง “กู้โหลวและกู้เชวี่ย ลูกสองคนบอกซิว่าไปไหนมา?”
ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีก็ผุดขึ้นในใจของเฉียวเหลียนเหลียน
ต่อมากู้เชวี่ยก็ก้มศีรษะลงและพูดด้วยเสียงต่ำว่า "แม่...พาพวกเราตกไปที่หลุมล่าสัตว์"
เธอจงใจพูดอย่างคลุมเครือ แต่ทุกคนคนก็ได้ยินเหมือนกันว่าเฉียวเหลียนเหลียนทำให้เด็กๆตกลงไปในหลุมล่าสัตว์
ในขณะนั้น ผู้คนรอบข้างต่างจ้องเขม็ง ป้าจางด่าด้วยความภูมิใจ
เฉียวเหลียนเหลียนปล่อยมือกู้เชวี่ยลง
เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าลูกเลี้ยงอายุเพียงแปดขวบจะมีแผนการที่ลึกซึ้งมากจนสามารถใส่ร้ายเธอได้
เฉียวเหลียนเหลียนจึงตัดสินใจสอนบทเรียนให้กู้เชวี่ย
เธอเพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาจากคนรอบข้าง และมองไปที่กู้เชวี่ยอย่างประหลาดใจ น้ำตาของเธอค่อยๆ "เชวี่ยเอ๋อร์ ลูกพูดอย่างนั้นได้อย่างไร?"
เสียงของเธอดังเกินไป และเสียงของคนรอบข้างก็ค่อยๆเบาลง
เฉียวเหลียนเหลียนเริ่มการแสดงของเธอ “ลูกไม่สามารถกล่าวโทษแม่เพียงเพราะแม่เอาข้าวให้เสียวหวู่กินก่อน และถ้าแม่ต้องการทำร้ายลูกจริงอย่างที่ลูกบอก ลูกจะมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้เหรอ? แม่ให้ลูกทำงาน เพราะลูกเป็นพี่ และถ้าลูกๆในฐานะพี่ของน้องๆไม่ช่วยแม่ แม่จะเลี้ยงลูกๆทั้ง 5 คนด้วยตัวเองได้อย่างไร? แม้แต่หน้าพ่อ แม่ก็ยังไม่เคยเจอ แม่จะเอาอะไรมาเลี้ยงลูก”
หญิงม่ายตัวน้อยปิดหน้าปิดตาร้องไห้ด้วยความเสียใจ
ทุกคนจำได้ว่าเฉียวเหลียนเหลียนอายุเพียงสิบห้าปี แก่กว่ากู้เฉิงไม่กี่ปี
เด็กผู้หญิงคนนี้ถูกบังคับให้เป็นแม่เลี้ยง และเลี้ยงลูกตั้งห้าคนไม่ใช่เรื่องง่าย
และแล้วความโกรธของทุกคนก็ค่อยๆกลายเป็นความอับอาย
เฉียวเหลียนเหลียนเงยหน้าขึ้นแล้วสำลัก “เนื่องจากฉันไม่สามารถเลี้ยงลูกทั้งห้าคนนี้ได้ ฉันไม่รู้ว่าใครพอที่จะช่วยฉันแบ่งเบาภาระนี้ได้ เด็กๆเป็นพี่น้องที่ไม่อาจแยกจากกันได้ หากเมตตา กรุณาช่วยรับเลี้ยงเด็กน้อยทั้งห้าด้วยเถิด"
คนรอบข้างต่างพากันตกใจ
พูดเป็นเล่น ตระกูลตู้ไล่เด็กทั้งห้าออกจากบ้าน ก็ไม่ใช่เพราะเด็กผู้หญิงสองคนพิการหรอกเหรอ กู้เฉิงยังดีที่หน้าตาดี แต่ถ้ามีอีกสี่คนที่เป็นภาระหล่ะก็...
ไม่มีใครกล้ารับเลี้ยง!
ทุกคนต่างพากันหาข้อแก้ตัวและหนีไป
คนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อป้าจางเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี เขาก็หนีไปในที่สุด และท้ายที่สุดเหลือเพียงแม่และเด็กน้อยสามคนเท่านั้น
เฉียวเหลียนเหลียนเช็ดน้ำตามองไปที่กู้เชวี่ยอย่างไร้ความรู้สึกและไม่พูดอะไร เธอจับมือกู้โหลวและเดินไปข้างหน้า
กู้เชวี่ยตกใจและเดินตามอย่างช้าๆ ในใจคิดอะไรไม่มีใครรู้
กลับมาถึงบ้านร้าง เฉียวเหลียนเหลียนเปิดประตู และพาเด็กสองคนเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้าเย็นชา
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเลี้ยงเด็กเหล่านี้ให้เติบโตเป็นผู้ใหฯ แต่เธอไม่อาจปล่อยให้เด็กเหล่านี้เติบโตเป็นคนเลือดเย็นและไร้ความปรานี
แต่การเลี้ยงแต่ละคนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีนั้นก็ยากลำบาก เพราะแต่ละคนก็ต้องได้รับการศึกษา
สิ่งเหล่านี้ไม่อาจรีบร้อนได้
เฉียวเหลียนเหลียนอุ้มกู้โหลวซึ่งมีความพิการทางขาขึ้นไปบนเตียงแล้วห่มผ้าให้เด็กทั้งสามคนเพื่อให้พวกเขาอบอุ่นก่อนจะถามว่า "กู้เฉิงอยู่ไหน?"
เพิ่งถามหาโจโฉ โจโฉก้มา ประตูบ้านถูกผลักเปิดออก และเด็กหนุ่มตัวสูง ท่าทางเคร่งขรึมก็เดินเข้ามา
เฉียวเหลียนเหลียนกำลังจะอ้าปากถาม แต่ก่อนที่เธอจะถาม กู้เชวี่ยก็ร้องถามพี่ชาย “พี่ พี่ไปไหนมา? ทำไมพี่ถึงทิ้งเราไป พี่ไม่ต้องการพวกเราแล้วเหรอ?”
ต่อให้เด็กผู้หญิงคนนี้จะฉลาดและตื่นตัวแค่ไหน สุดท้ายเธอก็ยังเป็นเด็ก
เหมือนกับวันนี้ที่เฉียวเหลียนเหลียนแกล้งทำเป็นร้องไห้และทำหน้าเฉยชาต่อกู้เชวี่ยเห็น กู้เชวี่ยดูใจคอไม่ดี
อย่างไรก็ตามกู้เฉิงยังคงเพิกเฉยต่อเธอ เขาเม้มปากและเดินเข้าไปหาเฉียวเหลียนเหลียนพร้อมกับพูดว่า “ไม่ใช่ว่าคิดจะทิ้งพวกเราอีกรอบเหรอ?”
เฉียวเหลียนเหลียนตกใจในตอนแรก จากนั้นเธอก็นึกถึงเหตุการณ์วันนี้
“แม้ว่าแม่จะทิ้งพวกเรา แต่พวกเราก็ไม่อาจแยกจากกันได้” กู้เฉิงพูดกับเธออย่างเย็นชา “ถ้าเป็นเช่นนั้น แม่ก็ออกไปจากบ้านหลังนี้เอง และอย่าคิดจะยกพวกเราทั้งหมดให้คนอื่นเลี้ยงดู”
เจ้าหนูวายร้ายลูกชายคนโตของเฉียวเหลียนเหลียนคนนี้ ถึงแม้โตไปจะโหดเหี้ยมและชั่วช้า เแต่ตอนนี้เขาไม่ได้ดูเหี้ยมโหดเลย
เฉียวเหลียนเหลียนมองลูกชายคนโตตั้งแต่หัวจรดเท้า และทันใดนั้นเธอก็ยิ้มออกมา “เด็กโง่ ลูกกำลังพูดอะไร ที่น้องตกหลุมไปเมื่อกี๊ ลูกไปตามคนมาช่วยใช่ไหม?”
กู้เฉิงสายตาแน่นิ่ง ไม่ได้ตอบอะไรกู้เหลียนเหลียน
เฉียวเหลียนเหลียนพูดต่อ “ลูกหาคนช่วยน้องๆไม่เจอ ลูกเลยไปช่วยน้องเองใช่ไหม? เดินทางไปกลับจากที่นั่นคงหนาวแย่ มาๆ ขึ้นมาบนเตียงจะได้อุ่นๆ”
เธอพากู้เฉิงมาใกลๆเตียง และกดเขาและกู้เชวี่ยลงบนเตียงพร้อมๆกัน
“วันนี้อากาศหนาวเมาก แม่จะต้มน้ำร้อนให้ลูกนะ”
เธอเอามือปัดผม แล้วหันหลังเดินออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม
อันที่จริง เมื่อครู่นี้เฉียวเหลียนเหลียนทำเป็นหลับหูหลับตาพูด เธอไม่สนใจว่ากู้เฉิงอยากช่วยน้องไหม? เธอเพียงแค่ใช้จิตวิทยาลองใจดู
วายร้ายคนโตตอนเด็กๆเป็นอย่างไร เฉียวเหลียนเหลียนไม่รู้มาก่อน เดิมทีนั้นตระกูลกู้อยากเก็บแค่กู้เฉิงไว้ แต่กู้เฉิงยืนยันที่จะอยู่กับน้องๆ ฉะนั้นจิตใจของเขาไม่ได้เหี้ยมโหดตั้งแต่แรก
แม้ว่าเมื่อครู่กู้เฉิงจะไม่ได้ตอบว่าเขาไปหาคนมาช่วยน้องหรือไม่ แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าอยู่ในการคาดเดาของเฉียวเหลียนเหลียน
วายร้ายเหล่านี้กลับกลายเป็นคนดีได้!
เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก และถือกาน้ำเดินหาน้ำสะอาดในลานบ้าน แต่พบว่าที่นี่ไม่มีแม้แต่น้ำ
หนาวขนาดนี้จะหาน้ำมาจากไหน?
เฉียวเหลียนเหลียนคิดถึงแก้วน้ำร้อนของเธอทันที
ชั่วพริบตา น้ำร้อนผุดๆหนึ่งแก้วก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเธอ
ถ้วยน้ำร้อนนี้เป็นถ้วยเดียวกัน อุณหภูมิเท่าเดิมกับแก้วที่ปรากฏในวันนี้ เฉียวเหลียนเหลียนตกใจ จากนั้นซ่อนตัวที่หลังประตูเพื่อไม่ให้ใครมองเห็น
นี่มัน... อะไรกันเนี่ย?
เฉียวเหลียนเหลียนมีความคิดล่องลอยอยู่ครู่หนึ่ง และจู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดออกมา
เพื่อทดสอบสิ่งที่เธอจินตนาการไว้ เธอจึงจงใจที่จะ "เก็บแก้วใบนี้ไว้" และเพียงครู่หนึ่งแก้วใบนั้นก็หายไป
เป็นแก้วในห้องทดลองของเธอจริงๆด้วย
แต่ทำไมแก้วในห้องทดลองถึงมาอยู่ในมือเธอตอนนี้ได้?
เฉียวเหลียนเหลียนจินตนาการถึงขนมปังในห้องทดลอง และในชั่วพริบตาขนมปังชิ้นหนึ่งพร้อมบรรจุภัณฑ์ก็ปรากฏขึ้นในมือของเธอ
เป็นสิ่งของที่อยู่ในห้องทดลองจริงๆ!
เฉียวเหลียนเหลียนตื่นเต้นมาก เธอจำนิยายเหล่านั้นได้ และจินตนาการต่ออย่างรวดเร็ว "ฉันอยากเข้าไป ฉันอยากเข้าไปในห้องทดลอง"
วินาทีถัดมา เธอรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนวน กาต้มน้ำในมือของเธอตกลงพื้น และร่างกายของเธออัมพาตชั่วคราว
เฉียวเหลียนเหลียนเริ่มจินตนาการช้าลง
เธอหยิบขนมปังบนพื้นด้วยความกลัว และเธอไม่รู้ว่าเธอมีคุณสมบัติที่จะเข้าไปในห้องทดลองได้หรือไม่ หรือเธอเข้าไปไม่ได้เลย แต่ก็ดีแล้วที่เธอเอาของออกจากห้องทดลองได้
รู้ไหม? ที่นั่นเป็นฐานวิจัยลับของเธอ ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่อยู่ที่นั่น ยังมีสิ่งที่ประทังชีวิตอีกมากมาย
ถ้าไม่ใช่เพราะ...เธอประมาทที่ถูกใครบางคนหลอก เธอคงไม่มาอยู่ที่นี่
เมื่อคิดถึงอดีต แววตาของเฉียวเหลียนเหลียนก็เริ่มเย็นลงเล็กน้อย ร่างกายเธอเริ่มหนาวเย็น
เธอทำงานหนักมาหลายปี และช่วยเหลือตระกูลเฉียวนับครั้งไม่ถ้วนจนเธอกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว พักได้ไม่ทันไรเธอก็เสียชีวิตลงอย่างคาดไม่ถึง ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวของเธอกำลังจะหัวเราะเยาะอยู่หรือเปล่า
ทันใดนั้น ในบ้านร้างมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เฉียวเหลียนเหลียนได้ยินเสียงนั้นพอดี
เธอหันกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอเห็นกู้เชวี่ยถือผ้าผืนหนึ่งซ่อนอยู่หลังประตู
“ลูกมาทำอะไร?” เฉียวเหลียนเหลียนวางขนมปังไว้แล้วเดินไปหากู้เชวี่ย
“เปล่า หนูไม่ได้ทำอะไรเลย” กู้เชวี่ยรู้สึกหงุดหงิดมาก สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ เดิมทีเธอต้องการยัดผ้าเข้าไปที่มุมห้อง แต่ผ้าดันหลุดออกมาด้วยความอับอาย
เฉียวเหลียนเหลียนหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ไม่ใช่กางเกงที่กู้เกอสวมอยู่หรอกเหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
เธอขมวดคิ้ว และเข้าไปในห้องด้านหลัง เธอเห็นกู้เฉิงสวมกางเกงให้กู้เกออย่างเงอะๆงะๆ
ทันทีที่พวกเขาเห็นเธอ พวกเขาก็ตัวแข็งทื่อ แต่กู้เฉิงยังคงแสดงออกเหมือนเช่นเดิม หากแต่เขากำมือแน่นราวกับว่าเขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะอดทนกับบางสิ่งอยู่
“ เกอเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจทำให้กางเกงเปียก” กู้เกอร้องไห้ออกมาทันที
กู้จงและกู้โหลวที่ยืนอยู่ข้างๆสั่นไปทั้งตัว แต่พวกเขายังคงปกป้องกู้เกอไม่ว่ากู้เกอจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ปลายจมูกของเฉียวเหลียนเหลียนมีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย
เฉียวเหลียนเหลียนคนเดิมเป็นคนนอกรีตและหัวรุนแรง แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ เธอก็ทุบตีลูกอย่างไร้เหตุผล เช่น กู้เกอฉี่รดกางเกงในครั้งนี้ กูเกออาจจะช้ำไปทั้งตัวก็เป็นได้
ไม่น่าแปลกใจที่เด็กเหล่านี้จะตกใจกลัว
เฉียวเหลียนเหลียนถอนหายใจ ก้าวไปข้างหน้าและผลักกู้เฉิงออกไป เธอนำกางเกงมาสวมให้กู้เกอ
“ร้องไห้ทำไม? กางเกงเปียกเราซักใหม่ได้” เธอพูดเบาๆ
กู้เกอค่อยๆหยุดร้องไห้ เธอเป็นเด็กที่มีมารยาทและมีเหตุผล ที่เธอร้องไห้บ่อย เพราะเธอกลัวจะโดนทุบตี
มาวันนี้ เธอไม่ได้ถูกตี แต่กลับได้รับคำพูดที่นุ่มนวลของแม่เลี้ยง กู้เกอเงยหน้าขึ้นด้วยความสับสน และจ้องมองที่เฉียวเหลียนเหลียนราวกับคนแปลกหน้า
เฉียวเหลียนเหลียนเม้มริมฝีปากและค่อยๆยิ้ม จากนั้นลูบศีรษะกู้เกอเบาๆ
คราวนี้กู้เกอไม่ได้หวาดกลัว แต่แววตาเธอเต็มไปด้วยความสับสน
เฉียวเหลียนเหลียนในฐานะแม่ แสดงความรักในฐานะแม่ที่มีต่อลูก "เสี่ยวอู่หิวไหมลูก?"
กู้เกอมองไปที่เธอพร้อมกับพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
พี่น้องอีกสี่คนที่อยู่ด้านข้างเหงื่อออกมือไปตามๆกัน
นี่คงเป็นหนึ่งในกลอุบายที่เฉียวเหลียนเหลียนคนเดิมใช้เช่นกัน ทุกครั้งที่เธอกระซิบกับเด็กๆว่าหิวไหม? เมื่อเด็กๆพยักหน้าบอกว่าพวกเขาหิว เธอก็จะอารมณ์เสียอย่างบ้าคลั่ง ปากก็พูดเพียงแต่ว่าเลี้ยงลูกห้าคนเหนื่อยยากลำบาก
อย่างไรก็ตาม คราวนี้พายุที่เคยเกิดขึ้นคงไม่ทวีความรุนแรงอีกครั้ง เฉียวเหลียนเหลียนพยักหน้า “งั้น พวกลูกรออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวแม่ไปทำอาหารให้”
เธอวางกู้เกอไว้บนเตียง จากนั้นออกไปหยิบกาต้มน้ำเก่าๆที่ลานบ้าน และเข้าไปในห้องครัวที่มีสภาพทรุดโทรม
ที่บ้านยังไม่มีน้ำ แต่เฉียวเหลียนเหลียนไม่ตื่นตระหนก เธอเหยียดมือออกจากนั้นตั้งสติและจินตนาการถึง "น้ำบริสุทธิ์" ในใจ จู่ๆถังน้ำบริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้เปิดถังในห้องทดลองก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเธอ
ถังนี้หนักจริงๆ
เฉียวเหลียนเหลียนวางถังบนเตาด้วยความยากลำบาก เปิดซีลพลาสติกแล้วเทน้ำลงในกาต้มน้ำ
ไม่รู้ว่ากาต้มน้ำนี้ล้างบ้างหรือเปล่า ในฐานะที่เฉียวเหลียนเหลียนเป็นคนรักความสะอาด เธอจึงล้างมันซ้ำๆสามครั้งก่อนที่จะเทน้ำลงกา
แล้วจะจุดฟืนยังไง?
เธอเคยใช้แต่แก๊ส และเตาแม่เหล็กไฟฟ้า จะจุดฟืนทั้งทีเธอใช้เวลาสิบกว่านาที แต่ไม่สำเร็จ
ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้ เธอเทน้ำลงถังคืน แล้วตะโกนเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ว่า "เอาหม้อมาให้หน่อยเด็กๆ"
ไม่ทันไร กู้เชวี่ยก็เดินออกมา
ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของแม่เลี้ยงคนก่อน กู้เชวี่ยทำหน้าที่ก่อไฟ และก้นหม้อก็เต็มไปด้วยเขม่าไฟ
เฉียวเหลียนเหลียนต้มน้ำ พอต้มเสร็จก็เทน้ำลงในชามให้เด็กๆดื่มก่อน จากนั้นเธอก็นำข้าวกล้องในชามออกมาเทลงหม้อ แล้วเติมน้ำสองถ้วยตวง และต้มข้าวกล้องในหม้อ
เธออยากทำอาหารด้วย แต่น่าเสียดายที่ครอบครัวนี้ยากจน ฤดูหนาวของที่นี่ไม่มีแม้แต่ผัก
แต่แบบนี้ก็ดี
แม่เลี้ยงคนเดิมต้มข้าวต้มให้เด็กๆจะตักแต่น้ำข้าวและตักข้าวเพียงหยิบมือนึงให้เด็กๆ
ส่วนตัวเธอเองนั้นเธอจะตักให้ตัวเองเยอะเป็นพิเศษ แต่เด็กๆ ทั้งห้าได้กินข้าวเพียงไม่กี่เม็ด
ไม่เหมือนตอนนี้ เด็กๆได้ข้าวกินคนละหนึ่งชาม และเด็กๆก็ไม่สนว่าข้าวต้มนั้นจะร้อนแค่ไหน
หลังจากกินเสร็จ เด็กๆก็เก็บชามซ้อนกันเพื่อนำไปล้าง
เมื่อชามถูกล้างเสร็จเรียบร้อย เฉียวเหลียนเหลียนก็พูดด้วยความเศร้าว่า “เรามีข้าวเหลืออยู่หนึ่งกำมือ อาหารเราจะหมดในไม่ช้า”
เด็กๆกินข้าวต้มร้อนๆแก้มแดงๆ ตอนนี้หน้าซีดเผือดในทันที
กู้เฉิงปากสั่น ถามขึ้นมาว่า “แม่ให้พวกเรากินอิ่มมื้อนี้แล้ว แม่จะเอาพวกเราไปขายใช่ไหม?”
เฉียวเหลียนเหลียนได้ยินประโยคนี้ถึงกับสะดุ้งและเข้าใจถึงสิ่งที่กู้เฉิงคิด แม้แต่ข้าวกล้องพวกเขายังไม่รู้ถึงรถชาติความอร่อย
คิดมากเกินไปแล้ว!
“เด็กน้อยเอ๊ย ทำไมถึงคิดกันไปต่างๆนาๆ” เฉียวเหลียนเหลียนมองด้วยความโกรธ “ในเมื่อแม่เป็นแม่ของลูกๆ และลูกเรียกแม่ว่าแม่ แม่จะเอาลูกไปขายได้อย่างไรกัน?”
ถ้าพวกเราทั้งหกตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อไปเราจะทำไงกันดี?
ชื่อหนังสือ